นิ่ม – อรอุษา จึงยิ่งเรืองรุ่ง เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดและทำงานในสระบุรี เธอเป็นรองประธานหอการค้าจังหวัด รวมถึงหนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด ร่วมกับ หม่อง – นพดล ธรรมวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้แก่งคอย
เมื่อต้นปี 2566 คุณนิ่มและคุณหม่องในฐานะตัวแทน บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่องการขับเคลื่อนโครงการการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนและการยกระดับพื้นที่จังหวัดสระบุรี สู่การสร้างมาตรการส่งเสริมการลงทุน ‘อุตสาหกรรมความมั่นคงทางอาหาร’ หรือ ‘หุบเขาอาหาร’ ของประเทศไทย ร่วมกับทางจังหวัดสระบุรี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี, สมาคมธนาคารจังหวัดสระบุรี และหอการค้าจังหวัดสระบุรี ผ่านการสนับสนุนของ บพท. (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่)
โดยการศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงรูปแบบและโครงสร้างภาคการเกษตรของพื้นที่ การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์และออกแบบแผนผังพื้นที่ Food Valley รวมถึงการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของแผนการลงทุน (Feasibility) ในการพัฒนาพื้นที่ Food Valley ในจังหวัดสระบุรีให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย
“จริงอยู่ ที่ผ่านมาสระบุรีเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักที่สร้าง GDP ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่คำถามคือ ในช่วงหลายปีหลังมานี้ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอุตสาหกรรมที่เรามีจะยั่งยืน ในเมื่อประเทศเพื่อนบ้านเขาก็สามารถผลิตสิ่งเดียวกับเราในราคาที่ย่อมเยากว่า?” คุณนิ่มตั้งคำถาม และนั่นเป็นเหตุผลหลักที่สระบุรีได้ทำการสำรวจทรัพยากรและศักยภาพที่จังหวัดมี ก่อนจะพบถึง ‘มูลค่า’ ของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่กระทั่งคนสระบุรีเองหลายคนอาจมองข้าม
WeCitizens ชวนคุณนิ่มสนทนาถึงศักยภาพดังกล่าว และมุมมองต่อการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะตัวของสระบุรีในบทสัมภาษณ์ต่อจากนี้
ก่อนอื่น อยากให้เล่าบทบาทของคุณนิ่มใน บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด ครับ
นิ่มเป็นประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YEC) ของหอการค้าจังหวัดสระบุรีก่อนค่ะ ตอนนั้นพี่หม่อง (นพดล ธรรมวิวัฒน์) เป็นประธานหอการค้าจังหวัด พี่หม่องเห็นว่าการพัฒนาเมืองสระบุรีที่ผ่านมา มันยังมีช่องว่างที่เชื่อมระหว่างรัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เขาก็เลยชวนเพื่อนนักธุรกิจมาตั้ง บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด ขึ้น
บทบาทของนิ่มคือความพยายามเชื่อมแหล่งทุนจากองค์กรต่างๆ เข้ากับโครงการพัฒนาเมือง ดูว่าตรงไหนจะเหมาะไปหนุนเสริมหรือพัฒนาเรื่องอะไร อย่างการเชื่อมทุน บพท. เข้ากับโครงการศึกษาการจ้างงานในจังหวัด หรือโครงการ City Lab ของ สสส. เราก็ดึงงบนี้มาร่วมทำกับเทศบาลเมืองสระบุรี เป็นต้น เห็นโอกาสทุนจากที่ไหน ถ้าดึงมาใช้กับท้องถิ่นเราได้ ก็ดึงมา
เพราะเป้าหมายของเราคืออยากให้สระบุรีพัฒนาไปภายใต้แผนแม่บทที่ผู้คนทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดขึ้น การวิจัยถึงศักยภาพต่างๆ ของเมืองร่วมกับภาครัฐที่เป็นฝั่งกำหนดนโยบาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ล่าสุด บริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด กำลังศึกษาเรื่องการขับเคลื่อนเมืองให้เป็น Food Valley เลยอยากให้เล่าว่าเห็นโอกาสอะไรจากโครงการนี้ครับ
ต้องเกริ่นก่อนว่า แต่ไหนแต่ไร สระบุรีเป็นเมืองที่ GDP สูงเป็นอันดับต้นๆ 1-12 ของประเทศ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรามีแหล่งอุตสาหกรรมหนักอย่าง โรงปูน โรงงานเซรามิก หรือโรงงานใหญ่ๆ มากมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายปีหลังมานี้ กำลังผลิตของเราลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างกระเบื้องนี่ก็ผลิตในไทยน้อยลงเยอะแล้ว เพราะตลาดหันมารับของจากจีนและเวียดนามมากกว่า รวมถึงโรงงานอื่นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ปัญหาว่ารายได้จากโรงงานหายไป แต่ยังหมายถึงรายรับของประชากรด้วย เพราะสระบุรีประชากรประมาณ 600,000 กว่าคน ไหนจะประชากรแฝงอีกเยอะ คนย้ายมาเพื่อทำงาน พองานไม่มี ผู้คนก็จำต้องย้ายออกไปหาโอกาสที่อื่น
จริงอยู่ทุกวันนี้โรงงานปูนของเรายังมั่นคงเพราะเป็นของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ และจากการที่นิ่มเคยทำวิจัยเรื่องแรงงาน เด็กที่เรียนในสระบุรีส่วนใหญ่ก็มีความฝันที่จะทำงานโรงปูน เพราะมีรายได้มั่นคง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะได้เข้าไปทำงานที่นี่ แล้วที่เหลือเขาจะทำอะไรล่ะ? คือนอกจากโรงงานกับงานราชการ สระบุรีก็แทบไม่มีอาชีพอื่นให้เด็กๆ ที่นี่ได้ทำเลย เราเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คนรุ่นใหม่ก็ย้ายออกหมด ซึ่งปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงหลายปีหลังมานี้ จึงเป็นที่มาในการหารือกันว่าเราควรดึงต้นทุนอื่นที่จังหวัดมีมาเพิ่มมูลค่า ทั้งในแง่ของการส่งเสริมเศรษฐกิจภาพรวมและสร้างงานสร้างอาชีพให้คนสระบุรี
นั่นจึงเป็นที่มาของการมองไปยังอุตสาหกรรมอาหาร?
ใช่ค่ะ จากสถิติคนในสระบุรีอยู่ในภาคการเกษตรถึง 70-80% และผู้คนในอุตสาหกรรมเกษตรนี้เกือบทั้งหมดเป็นคนไทยในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อย่างที่ทราบกันว่าก็เป็นเหมือนอีกหลายๆ จังหวัดในประเทศไทยที่การมีอาชีพเกษตรกรประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอ
แต่อย่าลืมว่า สระบุรีเป็นแหล่ง supply ด้านอาหารระดับประเทศมานานมากแล้ว โคนมสระบุรีผลิตได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ ปศุสัตว์อย่างไก่และหมูก็มาจากฟาร์มในจังหวัดเรา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอื่นๆ นี่คือสิ่งที่เรามีมานานแล้ว แต่ไม่ได้ถูกประกาศออกไป แบรนด์ผลิตอาหารระดับอาเซียนหลายแบรนด์ก็ตั้งโรงงานที่นี่ คือเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จะดีกว่าไหม ถ้าเราผลักดันให้สระบุรีเป็น food hub หรือศูนย์กลางอาหารไปเลย แต่ที่เรากำลังจะทำเนี่ย ไม่ใช่การสนับสนุนทุนใหญ่ที่เป็นเจ้าของโรงงานซึ่งพวกนี้เขาลอยตัวอยู่แล้ว แต่เป็นการเชื่อมศักยภาพของเกษตรกรให้พวกเขาสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สิ่งที่กำลังผลิตอยู่ รวมถึงทำให้เกิดความยั่งยืนในภาคการเกษตร
เข้าใจว่าในตัวโครงการคือการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนให้สระบุรีเป็น Food Valley เลยอยากรู้ว่าเราจะเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้อย่างไรครับ
เราอยู่ในระหว่างการศึกษาระดับปากทาง สิ่งที่เราค้นพบคือ ถ้าเราจะสร้างระบบนิเวศของ Food Valley ให้ได้ดี เราต้องมีพาร์ทเนอร์เป็นภาคการศึกษา สระบุรีเราโชคดีมีศูนย์การเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่อำเภอแก่งคอย ซึ่งมีห้องทดลองและเครื่องมือด้านงานวิจัยพร้อมสรรพ โดยเราก็ได้จุฬาลงกรณ์มาเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในโครงการนี้ด้วย
ขณะเดียวกันเราก็สำรวจเกษตรกรรายย่อยในจังหวัด ซึ่งเราพบว่าสระบุรีมีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่มาก เพียงแต่ที่ผ่านมาเขายังเข้าไม่ถึงโอกาสในการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น อย่างสระบุรีเราเป็นแหล่งผลิตนมใช่ไหม ผลิตภัณฑ์หลักของเราคือนมโรงเรียน แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา โรงเรียนปิด เราเลยส่งนมโรงเรียนไม่ได้ เกษตรกรก็แย่เลยเพราะเขาส่งอยู่ช่องทางเดียว
ก่อนหน้านี้ ตอนที่นิ่มอยู่ YEC เคยเสนอโปรเจกต์ให้สระบุรีเป็นศูนย์กลางด้านแดรี่ (dairy) หรือนมและผลิตภัณฑ์ใกล้เคียง ซึ่งประเทศไทยเราก็เป็นแหล่งผลิตนมสำคัญส่งไปทั่วอาเซียน รวมถึงสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีนอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี เราส่งออกนมจะได้ราคาหนึ่ง แต่ถ้าเราแปรรูปนมเป็นเนย เป็นไอศกรีม หรือเบเกอร์รี่ มูลค่าก็จะสูงขึ้น ตรงนี้แหละ คือประเด็นที่เรากำลังทำ คือการ matching กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องทดลอง และงานวิจัย เข้ากับเกษตรกรในสระบุรี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เรามีอยู่แล้วให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้
เราเชื่อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อหาวิธีเพิ่มมูลค่า และช่วยเขาหาตลาด
และไม่ใช่แค่โคนมอย่างเดียว สระบุรีมีผลิตภัณฑ์เกษตรที่เป็น GI อยู่หลายตัว (Geographic Indication – สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่น ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ที่อำเภอหนองแซง เป็นข้าวที่มีน้ำตาลต่ำ โปรตีนสูง เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเบาหวาน ถ้าเราขายสิ่งนี้เป็นข้าวสาร ก็จะได้ราคาหนึ่ง แต่ถ้าเราทำเป็นแป้งล่ะ นิ่มเคยถามทางนักวิจัยของจุฬาฯ อย่างช่วงที่มีสงครามรัสเซีย แป้งสาลีขาด ชาวต่างชาติต้องกินขนมปัง นิ่มถามว่าข้าวไทยทำเป็นแป้งขนมปังไม่ได้หรือ? ถ้าทำได้เนี่ย ก็จะสามารถทดแทนข้าวสาลีจากรัสเซียได้ คือเราจะได้ไม่ต้องขายแค่ข้าวเจ้า ถ้าเราขายเป็นแป้งขนมปังด้วย เราก็จะมีตลาดที่เติบโตขึ้นมหาศาล ข้าวเราอาจจะแพ้ประเทศเพื่อนบ้านไปแล้ว เราอาจจะต้องคิดมูลค่าเพิ่มให้ออก นอกจากนี้ เรายังมีมะม่วงมันหนองแซง รวมถึงเผือกหอม ที่เป็น GI ของบ้านเราด้วย
และจริงๆ เราไม่ได้มองแค่การเป็นแหล่งผลิตอย่างเดียว เพราะข้อได้เปรียบสำคัญของเราอีกเรื่องคือเรามีทำเลที่ดี อยู่จุดกึ่งกลางของประเทศ เรามีทางหลวงหมายเลข 1-2 ที่แยกไปทางภาคเหนือและภาคอีสาน เรามีชุมทางรถไฟที่อนาคตจะมีทั้งรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูงซึ่งเชื่อมไปถึงจีน ทำเลการขนส่งจึงพร้อมมาก
เป็นทั้งแหล่งผลิตและ logistic ขนส่งไปในตัว
ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยทำเลตรงกลาง เรายังสามารถรวบรวมวัตถุดิบจากรอบข้างมาผลิตที่เรา สามารถทั้งรับและกระจาย โลเคชั่นแบบนี้เราจะขนส่งอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่เราอยากพัฒนามันควรจะเป็นด้านอาหาร ด้วยต้นทุนของจังหวัดเรามีมาด้านนี้
ถ้าเราได้พบข้อมูลที่มายืนยันจากการศึกษานี้ว่าสมควรแก่การลงทุนให้เกิดเป็นรูปธรรม โครงการนี้จะไปต่อยังไงครับ
ก่อนหน้านี้เราคุยเรื่องนี้กับจังหวัดไปแล้ว ในฐานะหอการค้าจังหวัดสระบุรี และบริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด เราก็มีส่วนช่วยทางจังหวัดร่วมทำแผนพัฒนา 20 ปี และจากการทำ MOU กับจังหวัด ก็ยืนยันในระดับหนึ่งว่าถ้าการศึกษาสำเร็จ สิ่งนี้จะไปอยู่ใน master plan ของเขา และอีกทางหนึ่งเราก็หวังว่าข้อมูลพวกนี้จะถูกส่งขึ้นไปในระดับนโยบาย ไปทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ กระจายให้ไปทุกหน่วยงานเลย ให้เขาเข้าใจว่านี่คือศักยภาพของสระบุรีนะ มันส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ เรามาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
เรื่องอาหารก็เรื่องหนึ่ง แล้วในมุมมองภาคธุรกิจด้านอื่นล่ะครับ หอการค้าจังหวัดสระบุรีเองได้พูดคุยกันไหมว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้คืออะไร และเราจะจัดการกันอย่างไร
สระบุรีกำลังประสบปัญหาแบบเดียวกับอีกหลายจังหวัดในประเทศ คือย่านธุรกิจเก่าๆ ใจกลางเมืองกำลังจะตายลง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป รวมถึงการมาของโมเดิร์นเทรดและอี-คอมเมิร์ซ ทั้งหอการค้าและบริษัท สระบุรีพัฒนาเมือง จำกัด เคยทำโครงการฟื้นฟูย่านเก่ามาแล้ว ซึ่งเราพบว่านี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นระดับประเทศ รวมถึงระดับนานาชาติ ลูกหลานเข้าไปทำงานเมืองใหญ่ เพราะไม่มีงานให้ทำที่บ้านเกิด และไม่อยากจะสานต่อธุรกิจที่บ้าน เมืองใหญ่กระจุกตัว เมืองเล็กๆ เงียบเหงาเพราะร้านรวงต่างๆ ถูกปิดไว้
แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้แก้ไขไม่ได้ สิ่งที่เราพบคือเรื่องการศึกษาในระดับท้องถิ่นที่ไม่สอดรับกับบริบทของเมืองนั้นๆ ยกตัวอย่าง สระบุรีมีวิทยาลัยอาชีวะศึกษาที่เปิดสอนด้านการโรงแรม แต่ถ้าคุณเรียนโรงแรมที่นี่จบออกมา คุณจะทำงานโรงแรมในสระบุรีไหม ในเมื่อเมืองของเรามีโรงแรมจำกัด และไม่มีโรงแรมหรือรีสอร์ทระดับ 5 ดาวที่ต้องการบุคลากรเฉพาะทางเลย หรือสระบุรีกำลังจะเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งทางราง เรามีสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่ช่วยสร้างบุคลากรที่ไปป้อนอุตสาหกรรมนี้หรือยัง ที่ผ่านมาเราก็ยังไม่เห็น
สระบุรีเรามีวิทยาลัยอาชีวะของทั้งรัฐและเอกชนทั้งหมด 9 แห่ง ทุกแห่งสอนเหมือนกันหมดเลย เป็นหลักสูตรที่ทำขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ช่างยนต์ก็เป็นช่างยนต์เหมือนเดิม บัญชีก็ยังบัญชีเหมือนเดิม ซึ่งสัก 10 ปีก่อนมันอาจจะเวิร์ค แต่กับสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราช้ากว่าที่เป็นอยู่ไปมาก
เปลี่ยนหลักสูตรในสถาบันการศึกษาท้องถิ่นให้เท่าทันโลกและสอดรับกับบริบทท้องถิ่นด้วย
ใช่ค่ะ อย่างที่เราพยายามขับเคลื่อน Food Valley หรือโครงการต่างๆ ก็เพื่อทำให้สระบุรีเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อยากให้คนรุ่นใหม่ที่นี่จากที่เคยคิดว่าถ้าไม่ทำงานโรงปูน ก็คงจะไปหางานทำในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น กลับมาค้นพบเส้นทางในอนาคตของพวกเขาที่สระบุรี หรือคุณเป็นลูกหลานเกษตรกรที่นี่ ก็สามารถสร้างรายได้ได้ดีไม่ต่างจากคนทำงานโรงปูน
ความตั้งใจของเราคือการที่คุณเป็นลูกหลานคนสระบุรี มีอาชีพที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ซึ่งนั่นแหละ การมี master plan ในการพัฒนาเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
บทสนทนาว่าด้วยเสียงของคนลำปาง ถึงสังคม เศรษฐกิจ และความหวังกับอนาคต จากกลุ่ม ‘ลำลอง’ คงไม่ต้องแนะนำกันแล้วว่ากลุ่มลำลองคือใคร เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์ งานสื่อสารที่ร่วมสมัย ไอเดียเคลื่อนการพัฒนาเมืองลำปางให้ไปข้างหน้า และความแตกต่าง ถูกคิด ถูกทำ และถูกทำให้เห็นจริงว่า ถ้าอยากให้เมืองมีอะไร เป็นแบบไหน…
สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การวางรากฐานที่แข็งแรงให้ผู้คนรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมในการลงทุน นั้นจับต้องได้และไว้ใจได้ "ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เราทุกคนคงสัมผัสได้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก วันนี้บางเรื่องใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบการเงินก็สามารถพัฒนาไปไกลกว่าที่เคยเป็น โครงสร้างเดิม ๆ ที่เราเคยคุ้นชินกำลังถูกท้าทายด้วยนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน เทคโนโลยีข้อมูล หรือแม้แต่ระบบความน่าเชื่อถือทางการเงิน หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก…
เมืองต้องมี KPI ใหม่ 1.ดึงดูดการลงทุน 2.จ้างงานที่มีคุณภาพ 3.สร้างเมืองน่าอยู่ “วันนี้ผมจะเล่าเรื่องคาร์บอนเครดิต แบ่งเป็น 3 เรื่องนะครับเรื่องแรก คือ เรื่องโอกาส เรื่องที่สองคือเรื่องคาร์บอนเครดิต เรื่องที่สามคือชวนทุกท่านมาร่วมกันทำแพลตฟอร์มการลงทุน ผมขอเริ่มจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศของเราเสียก่อน…
“ลำปางเมืองน่าอยู่ และสมดุล ที่ทุกคน ทุกวัย อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” โครงสร้างเมืองลำปาง กับการเติบโตจากอดีตสู่ปัจจุบันถ้าพูดถึงโครงสร้างของเมืองลำปาง เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าความเจริญของเมืองขยายจากฝั่งตะวันออกมาสู่ฝั่งตะวันตก โดยมีแม่น้ำวังกั้นอยู่ ตัวแม่น้ำวังเองไหลจากเหนือสู่ใต้ และ “ยุค” ต่าง ๆ ของการพัฒนาเมืองก็ผูกอยู่กับลำน้ำสายนี้เหมือนเป็นแกนกลาง ช่วงยุคแรก พื้นที่เมืองเดิมจะอยู่ทางตะวันออก…
“โจทย์สำคัญ คือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนมีบทบาทในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ Application Line-OA ถูกเลือกมาตอบโจทย์นี้ ให้ทุกคนช่วยกันอัปเดต ข้อมูลเมือง ร้องเรียน และแจ้งเตือนเหตุต่าง ๆ” นคร 48 ชั่วโมงนครศรีธรรมราชกับภารกิจเมืองอัจฉริยะ 99,918…
ผศ. ดร.มณีรัตน์ วงษ์ซิ้มหัวหน้าโครงการโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาดCIAP | นายฉัตรกุล ชื่นสุวรรณกุลที่ปรึกษาโครงการ CIAP ประธานกรรมาธิการสถาบันพัฒนาเมือง และอดีตรองนายกเทศบาลเมืองสระบุรี ในงาน CITY SOLUTION DAY : เปิดเมือง เปลี่ยนเมือง สู่อนาคตเมืองน่าอยู่27 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์…