/

“จริงๆ แล้ว RILA ก็ไม่ต่างจากกระจก ที่สะท้อนให้ชาวระยองเห็นตัวตนของพวกเขาเอง และเห็นถึงความเชื่อมโยงกัน”

Start
148 views
17 mins read

“ก่อนหน้านี้อาจารย์ประภาภัทร (รศ.ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์) ได้เข้ามาร่วมกับ อบจ.ระยอง และเครือข่ายต่างๆ ในจังหวัด ทำเรื่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาก่อน ในช่วงนั้นท่านก็คิดว่าต้องมี body หรือกลไกบางอย่างขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน จึงชวนให้ผมเข้ามาทำ social lab ร่วมออกแบบการทำงานเพื่อประสานเครือข่ายต่างๆ

พอระยองมีคณะกรรมการนวัตกรรมการศึกษาเป็นทางการ เราก็พบว่าลำพังแค่การพัฒนาหลักสูตรแต่เพียงในสถาบันการศึกษายังไม่พอ เมืองจำเป็นต้องมีเครือข่ายและแพลตฟอร์มการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับคนทุกเพศทุกวัย จึงเกิดการจัดตั้ง ‘สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จังหวัดระยอง’ (RILA) ขึ้น

อันที่จริง อย่างที่อาจารย์ประภาภัทรบอกอยู่เสมอ สิ่งที่เรา (สถาบันอาศรมศิลป์) ทำ คือแทบไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เราเพียงแค่เห็นว่าองค์ประกอบด้านการเรียนรู้ของระยองมีครบหมดแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมายังขาดพื้นที่กลางที่ประสานให้ทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน และเราก็เข้าไปทำตรงนั้น หาวิธีเชื่อมกลุ่มคนที่ทำงานด้านพัฒนาเมือง และกลุ่มคนที่ทำเรื่องพื้นที่การเรียนรู้เข้ามาทำงานด้วยกัน หลังจากทำ social lab ในขวบปีแรกของงานวิจัย เราพบว่าคนระยองจำเป็นต้องเรียนรู้ 3 เรื่องหลักนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาคนให้เท่าทันการพัฒนาเมือง ได้แก่ หนึ่ง. การเรียนรู้ระดับเมือง ทำให้คนระยองเห็นภาพรวมและกลไกของเมือง สอง. เรียนรู้อัตลักษณ์คนระยอง กล่าวคือการรู้จักรากเหง้าและตัวตนของตัวเองเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และ สาม. ส่วนการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

พอเราได้โจทย์ที่ชัดเจน พร้อมกับเครื่องมือขับเคลื่อนอย่าง RILA แล้ว ขณะที่เรากำลังขับเคลื่อนต่อ คุณสมชาย จริยเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลงได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า การจะขับเคลื่อนการเรียนรู้ของจังหวัดในภาพใหญ่มันใหญ่ไป ทำไมเราไม่ลงไปทำในระดับท้องถิ่นหรือตำบลก่อน กล่าวคือก่อนที่จังหวัดจะจัดการศึกษาด้วยตนเอง ระดับตำบลก็ควรทำเสียก่อน

นั่นเป็นที่มาที่เรานำงบประมาณของ บพท. มาทดลองทำโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับท้องถิ่นในปี 2564-2565 โดยเริ่มทำกับเทศบาลที่เราเห็นว่าล้วนมีอัตลักษณ์และบริบทของตัวเองที่ชัดเจน นั่นคือ เทศบาลตำบลเนินพระ เทศบาลตำบลปากน้ำประแส เทศบาลตำบลบ้านเพ และ อบต.กะเฉด

ทั้งนี้แต่ละพื้นที่ก็ต่างมีข้อท้าทายภายใน ที่เรามองว่าหากนำกลไกเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้เข้าไปจับ ก็น่าจะช่วยหนุนเสริมการพัฒนาของเขาได้ เช่น ที่เนินพระ ซึ่งเป็นรอยต่อของอำเภอเมืองกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่นี่เคยเป็นบัฟเฟอร์โซนที่มีผังเมืองเป็นสีเขียว แต่จู่ๆ ก็เกิดบ้านจัดสรรผุดขึ้นมากมาย ชาวบ้านที่นั่นเขาอยากรักษาพื้นที่เกษตรกรรมและธรรมชาติของเขาไว้ จึงตั้งเป้าให้ที่นี่เป็นชุมชนอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ


ส่วนปากน้ำประแสและกะเฉดซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอแกลง เขามีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนวัตกรรมการศึกษาอยู่แล้ว ปากน้ำประแสพยายามนำเสนอจุดขายด้านการท่องเที่ยวหลังภาวะซบเซาของประมงพาณิชย์ แต่ขณะเดียวกัน จากการลงไปสำรวจและสัมภาษณ์ เราพบว่าประมงพื้นบ้านก็ยังเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังคงยั่งยืน เราจึงร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ไว้ควบคู่กับการท่องเที่ยว

ส่วนตำบลกะเฉดยังเป็นพื้นที่เกษตรซึ่งตั้งอยู่ช่วงปลายของแหล่งอุตสาหกรรมในตัวอำเภอเมือง ชาวบ้านเขาก็อยากรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะการใช้ภาษาถิ่นระยอง และที่สุดท้ายคือตำบลบ้านเพ ซึ่งเป็นที่จดจำจากการเป็นเมืองทางผ่านไปยังเกาะเสม็ด หากแต่สภาวัฒนธรรมที่นี่แข็งขัน และเพิ่งมีการฟื้นฟูผ้าทอพื้นถิ่นของจังหวัดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทาง RILA จึงเข้าไปหนุนเสริมเรื่องนี้  

อาจารย์ปุ้ม (อภิษฎา ทองสะอาด) รับหน้าที่หลักในการประสานงานกับชาวบ้าน และร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ส่วนผมเป็นฝ่ายนำข้อมูลจากการเวิร์คช็อปทั้งหมดมาคิวเรท และฉายภาพให้ชาวบ้านทั้ง 4 พื้นที่ได้เห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ เพื่อให้ทุกคนร่วมกันตัดสินใจในทิศทางของการขับเคลื่อนชุมชนต่อไป ในโครงการวิจัยของ บพท. ปีล่าสุด (2565-2566) ทางอาศรมศิลป์เราสโคปเข้ามาที่ตำบลปากน้ำประแส ตั้งเป้าว่าอยากให้สิ่งที่เราวิจัยมันขยับสู่แอคชั่นจริงๆ พร้อมกับทำ Urban Design สร้างจินตภาพให้ชาวบ้านเห็นว่าถ้าเราขับเคลื่อนร่วมกันแบบนี้ ชุมชนเราจะต้องการรูปธรรมเป็นอะไรบ้าง และมันเอื้อต่อการไปถึงเป้าหมายอย่างไร 

นอกจากความพยายามสร้างพื้นที่หรือกลไกกลางในการทำงานร่วมกัน ผมมองว่าอีกบทบาทหนึ่งของ RILA คือการเป็นกระจกสะท้อนให้ชาวระยองเห็นตัวตนของพวกเขาเอง และเห็นถึงความเชื่อมโยงกัน  

อย่างของประแสเองเนี่ย ทีมเราทำแผนที่ทางทรัพยากร ชาวบ้านเขารู้แหละว่ามันมี แต่พอมันถูกขีดอยู่ในแผนที่ เขาจึงเห็นความเกี่ยวโยงกัน และเมื่อหนุนเสริม 3 โจทย์ของการเรียนรู้ ภาพที่เขาเห็นก็ยิ่งชัด เช่น การเรียนรู้ระดับเมือง ซึ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพที่ใหญ่กว่าตัวเอง เห็นถึงสมบัติของเมืองที่มีร่วมกัน ในด้านอัตลักษณ์ เขาก็จะตระหนักถึงตัวตนและคุณค่าที่ทุกคนมีร่วมกัน

และการเรียนรู้ทักษะใหม่เนี่ย จริงๆ แล้วถ้าพูดในภาษาชาวบ้านที่ไม่ต้องซับซ้อนอะไร ก็คือการตั้งสติครับ ตั้งสติเพื่อมาดูว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ และหาวิธีทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา หรือใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เผชิญอย่างยั่งยืน”  

ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์
นักวิจัยโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ระยอง
อาจารย์สาขาวิชาสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์

กองบรรณาธิการ

ในปีพ.ศ.2563-2564 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยเพื่อพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) โดยเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วทั้งหมด 18 เมือง 20 ชุดโครงการ และ 41 ชุดโครงการย่อย