[ การบรรยายบทนำหลักสูตร : “ทิศทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่อย่างชาญฉลาดบนฐานแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้” กิจกรรมอบรมหลักสูตรการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่และชาญฉลาด Learning City Development Toward Smart and Livable Cities ภายใต้กรอบวิจัยโปรแกรมบ่มเพาะและเร่งรัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่ที่ชาญฉลาด ระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น – 16.30 น. ณ ห้องอบรมชั้น 5 ณ สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา, กรุงเทพฯ ]

“เป้าหมายเดียวที่เราขับเคลื่อนกันมาตลอดคือการทำให้ ‘เมืองน่าอยู่’ เพิ่มโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำ ให้ได้มากที่สุด นี่คือแกนกลางที่ทำให้เรามาเจอกันในวันนี้ และเป็นเหตุผลที่หลักสูตรนี้เกิดขึ้น เพราะเราอยากจะนำองค์ความรู้ที่พวกเราทุกคนได้ขับเคลื่อนกันมาหลายปี มาสรุปสกัดออกเป็นชุดความรู้สำคัญที่จะขยายผลต่อไปได้ วันนี้เราเป็นภาคีกันอยู่สิบเมือง ยี่สิบเมือง ในอนาคตอาจจะเป็นสามสิบเมือง และเราก็จะขยายองค์ความรู้ชุดนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้เพื่อใคร แต่เพื่อเมืองของพวกเราเอง ก่อนจะเข้าสู่บทเรียน ผมขออนุญาตกล่าวกันก่อนว่า จากนี้เราจะได้เจอกันอีกสามวัน มีทั้งวิทยากร กิจกรรม กระบวนการ และการฝึกภาคปฏิบัติรออยู่ ผมก็ขอเชิญชวนให้เราร่วมเรียนรู้กันให้เต็มที่
วันนี้ผมได้รับเกียรติมาพูดเรื่องบทนำหลักสูตร ทิศทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่อย่างชาญฉลาดบนฐานแนวคิดของเมืองแห่งการเรียนรู้ ก่อนเข้าเรื่องขอเล่าย้อนไปสักนิด เมื่อประมาณสี่ปีก่อน พวกเรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกับกองผังเมืองของสภาพัฒน์เป็นครั้งแรก ต้องขอตบมือให้กับการทำงานของกองงานนี้ เพราะเป็นงานที่สำคัญมากๆ ด้วยมีหน้าที่หลักในการผลักดันเรื่องการพัฒนาเมืองในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้จักกันดีนักว่าใครเป็นใคร แต่พวกเราได้รับโอกาสและกำลังใจจากผู้ใหญ่หลายท่านให้ลงไปทำงาน จนวางหมุดหมายไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และมีสองเรื่องที่ผมภูมิใจมาก เรื่องแรกคือการลงทุนในเมืองผ่านวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม เพราะไม่ว่าเราจะออกนโยบายอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีการลงทุนจริงจัง นโยบายนั้นก็จะสูญเปล่า เรื่องที่สองคือระบบข้อมูลเปิดของเมือง
ผมยังจำได้ ห้าปีก่อนตอนที่ผมไปเล่าเรื่องข้อมูลเปิดของเมืองให้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟัง ท่านยังงงว่าคำนี้คืออะไร แต่วันนี้คำว่าข้อมูลเปิดสำคัญมาก ในรัฐธรรมนูญเราก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูล แต่พอไปขอข้อมูลจริงจากใครสักคน กลับแทบไม่มีใครยอมให้ ทุกคนต่างก็กอดข้อมูลของตัวเองไว้ ซึ่งผมไม่ได้ว่าใครผิด เพราะระบบบ้านเราเป็นแบบนี้มานาน แต่เรายืนยันว่าในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเมือง ข้อมูลเปิดเป็นจุดสำคัญมาก ทุกวันนี้ได้เกิดสัญญาณที่ดีแล้ว เพราะองค์กรเริ่มเปิดข้อมูลให้เข้าถึงได้จริง อย่างกรมสรรพากรก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะอย่างที่วันนี้เราทราบกันดีแล้วว่าถ้าไม่มีข้อมูลเปิด เราก็ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องเมืองได้เลย
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมยืนยันว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำไว้ในแผน 13 น่าจะสำเร็จไปแล้วเกิน 60% และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเมืองก็คือพวกเราทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ เพราะเราจะเอาทั้งสิ่งที่เราทำสำเร็จและสิ่งที่เราล้มเหลว มาเล่าสู่กันฟัง แล้วชวนกันคิดว่าจากนี้เราจะเดินต่อไปทางไหน
วันนี้ผมอยากคุยกันสักสามเรื่อง อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด เพราะรายละเอียดเราค่อยๆ คุยกันในตอนต่อไป เรื่องแรก คือความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างเครือข่ายเมืองน่าอยู่ของเรากับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ต้องทาง กสศ. เป็นอย่างมากที่ช่วยทำให้ความร่วมมือนี้เกิดขึ้น เป้าหมายของเราคือจะไม่มีเด็กคนไหนตกหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป และเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำใหม่ทุกครั้ง ถ้าผู้นำเมืองไหนพร้อมจะเชื่อมต่อและรวมพลังกัน งานของเราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ก่อนจะพูดเรื่องนั้นให้ลึกซึ้ง ผมอยากชวนพวกเรามาทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า เมืองคืออะไร ผู้คนคือใครบ้าง และการเรียนรู้คืออะไร นี่คือเรื่องเล่าของหนังสือเล่มนี้ คือเมือง ผู้คน และการเรียนรู้ คำสามคำนี้เป็น Key Words ที่เราส่งสัญญาณไปกับยูเนสโกเมื่อประมาณสามปีก่อน และวันนี้ทางยูเนสโกก็มาร่วมจุดประกายและให้กำลังใจว่าการเดินทางของเราจะไปต่อได้อย่างไร
ก่อนจะไปถึงเรื่องอื่น เรามีสิ่งหนึ่งที่ตรงกันแน่ๆ คือคำว่าเมือง เมืองไม่ได้แปลว่าอิฐและฝุ่น เมืองที่ผมเข้าใจคือสิ่งประดิษฐ์ของเรา เพราะเรารู้ดีว่าถ้าอยู่กันคนเดียวในป่า เราคงอยู่รอดยาก เราจึงเป็นสปีชีส์หนึ่งที่เลือกจะอยู่ร่วมกัน เพื่อความอยู่รอดและเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป เมืองในอีกมุมหนึ่งจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีสององค์ประกอบ องค์ประกอบแรกคืออสังหาริมทรัพย์ หรือสิ่งปลูกสร้างที่เคลื่อนที่ไม่ได้ องค์ประกอบที่สองคือเครื่องมือต่างๆ ที่เราประดิษฐ์ขึ้นมา ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ อย่างกฎหมายหรือกระบวนการอยู่ร่วมกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในสององค์ประกอบนี้คือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นเมืองจึงเป็นสิ่งที่พวกเราเลือกเอง ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

อีกมิติหนึ่งของเมืองคือความเป็นสังคม แค่มีคนสองคนขึ้นไปมาอยู่ด้วยกัน เราก็เรียกได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆ แล้ว จากนั้นก็ขยายเป็นครอบครัว เป็นหมู่บ้าน แบบที่ประเทศในยุโรปนิยามคำว่าเมืองไว้ว่า ต้องมีโรงละคร มี Town Home และ Township แล้วก็มีคนมาอยู่รวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ โครงสร้างพื้นฐานก็เริ่มเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เริ่มดึงคนเข้ามามากขึ้น จนกลายเป็นเมืองในที่สุด ส่วนกระทรวงมหาดไทยของเราก็นิยามคำว่าเมืองในอีกแบบหนึ่ง คือดูจากขนาด เล็กที่สุดเราเรียกว่าองค์การบริหารส่วนตำบล ขยับขึ้นมาเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง จนถึงเทศบาลนคร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณสองร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ
เมืองจึงเป็นการรวมตัวกันของผู้คน เพราะการมาอยู่ด้วยกันมันดีกว่า เพราะโอกาสที่จะเติบโตและโอกาสที่จะอยู่รอดมีสูงกว่า พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว เราจึงเลือกที่จะตั้งถิ่นฐาน คำถามว่าทำไมเราถึงเลือกตั้งถิ่นฐานตรงนั้นนี่แหละสำคัญ และสำคัญมากขึ้นคือเราจัดการที่ตรงนั้น หรือเมืองอย่างไร อย่างพระนางจามเทวี ก็ทรงเลือกตั้งถิ่นฐานในที่ที่เป็นมงคล เพราะถ้าตั้งผิดที่ ก็จะเหนื่อยกันไปอีกนาน เมืองเชียงใหม่เองก็เคยตั้งผิดมาก่อน ไปตั้งที่เวียงกุมกามแล้วน้ำท่วมจนต้องย้าย หาดใหญ่ผมก็ไม่แน่ใจว่าตั้งถูกที่หรือเปล่า หรือแม่สาย ที่ตั้งตรงนั้น และเติบโตได้ก็เพราะมันช่วยเรื่องการค้าขายชายแดน แม้ภูมิศาสตร์จะไม่เอื้อนัก ดังนั้นเรื่องของเมืองจึงวนกลับมาที่เรื่องของผู้คนเสมอ เมืองเป็นทั้งผู้คนและเป็นสิ่งประดิษฐ์ในเวลาเดียวกัน และเราอาจจะเข้าใจเมืองไม่เหมือนกันทุกคน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง แต่วันนี้ผมอยากให้ภาพเมืองที่เราเห็นตรงกันชัดเจนขึ้นอีกหน่อย
อีกแนวโน้มใหญ่ที่เราต้องเผชิญคือ วันนี้ประชากรครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในเมือง และอีกยี่สิบปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับไปมากกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาอยู่ในเมือง เพราะการไปสร้างถนนไปทำนาอยู่นอกเมืองเพียงลำพังนั้นไปต่อไม่ไหวแล้ว เมืองจึงเป็นสิ่งที่จะรวมตัวเราไว้ด้วยกันในที่สุด
จากตรงนี้ เราจะเห็นว่าเมืองในอนาคตแบ่งได้เป็นสามแบบ แบบแรกคือเมืองที่จะเติบโตแน่นอน อย่างกรุงเทพฯ หรือสุราษฎร์ธานี ผมยืนยันว่าไปได้แน่นอน ชัยภูมิก็ไปได้ อาจจะโตเร็วโตช้าต่างกัน ส่วนลำพูนผมยังไม่แน่ใจนัก เพราะเชียงใหม่ที่อยู่ใกล้กันดูดความเจริญไปเยอะ ให้เปรียบก็เหมือนดาวเคราะห์ที่ไปอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดี แบบที่สองคือเมืองที่ผมยืนยันว่าต้องปิดตัวลง เราเห็นการถดถอยของเมืองเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านผังเมือง หลายเมืองไม่มีเสียงเด็กเล็กร้องอีกแล้ว และแบบที่สามคือเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะโตหรือจะปิดตัว ซึ่งเราต้องช่วยกันคำนวณต่อไป
เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับนโยบายเมืองกับการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งผมยังไม่สามารถผลักดันร่วมกับสภาพัฒน์ได้สำเร็จ เพราะโครงสร้างของเมืองในระบบโลกใหม่จะไม่เหมือนโมเดลเดิมที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป ผู้นำเมืองส่วนใหญ่มักมองแค่วาระสี่ปีของตัวเอง แต่ผมมองไกลกว่านั้น ผมมองไปอีกยี่สิบปีข้างหน้าว่าเมืองของเราจะเป็นอย่างไร อย่างอำเภอขุนยวม ผมมั่นใจว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นนายกเทศมนตรีต่อจากนี้จะเหนื่อยมาก เพราะเงินภาษีที่ลงไปกับสิ่งที่ได้กลับคืนมาในทางเศรษฐกิจโลกนั้นไม่คุ้มกัน ถึงจุดหนึ่งเราอาจต้องตัดสินใจว่าเมืองนี้ควรอยู่ต่อ หรือควรลดขนาดลง เวียดนามผ่านจุดนี้ไปแล้ว ด้วยการยุบรวมเมืองเข้าด้วยกัน ผมเองก็ยังไม่เคยเจอผู้นำเมืองไทยคนไหนที่กล้าเสียสละตำแหน่งของตัวเองเพื่อควบรวมกับเมืองอื่น ยกเว้นจังหวะหนึ่งที่ผมต้องขอตบมือให้จริงๆ คือบุรีรัมย์ ที่โครงสร้างอำนาจทางการปกครองสามารถยุบรวมเมืองกันได้ ผมเองก็อยากไปสัมภาษณ์ให้รู้ที่มาที่ไปให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เมืองของเรามีอยู่สามประเภทด้วยกัน เมืองที่จะโต เมืองที่จะปิดตัว และเมืองที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง นี่จะเป็นการบ้านสำคัญของหลักสูตรต่อไป ที่เราจะทำร่วมกับสมาคมเทศบาลนครและเมือง และสถาบันพระปกเกล้า เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครกล้าคุยกันตรงๆ นัก ถ้าคุยกันแล้วเป็นประโยชน์ เราก็ควรจะได้ถกแถลงกันอย่างจริงจัง
ปีนี้ผมยืนยันว่าเป็นทั้งปีสุดท้ายและปีแรกของประเทศไทยที่อยู่บนทางแยกสำคัญ เราผ่านโควิดมาแล้ว และตอนนี้กำลังเข้าสู่ระบบโลกใหม่อย่างเต็มตัว AI ก็กำลังกำลังมาแรง นิวยอร์กเพิ่งประกาศห้ามใช้ AI ในโรงเรียน ออสเตรเลียก็ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เราเองอยู่ในโลกที่ผมเรียกว่าโลกโดพามีน ที่คนติดยูทูบ ติดติ๊กต็อกกันหนักมาก เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำงานกับสมองเราโดยตรง ผมยืนยันว่าอีก 5 ปีข้างหน้า คุณค่าของทักษะที่เรามีอยู่จะหายไปครึ่งหนึ่ง เจ้าของบริษัทวันนี้เห็นตรงกันหมดว่าจะไม่จ้างพนักงานเพิ่ม เทศบาลเองก็ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเพิ่มเช่นกัน กระบวนการทั้งหมดกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งเราคุยกันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ในอีกมิติหนึ่ง ความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ก็กำลังคืบคลานเข้ามา อาจไม่ใช่สงครามใหญ่แบบสงครามโลกครั้งที่สอง แต่จะอยู่ในระดับความขัดแย้งเชิงดิจิทัลอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในตะวันออกกลาง อิหร่าน หรือยูเครน และแนวโน้มเหล่านี้จะไม่หยุดง่ายๆ นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Mega Trend ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูงและมีผลกระทบสูง เป็นสิ่งที่นักวางแผนเมืองทุกคนจำเป็นต้องนำมาอยู่ในกระบวนการจัดการของเราด้วย

เรื่องต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อสิบห้าปีก่อน ผมเคยทำงานเรื่องการ Down Scaleโมเดลภูมิอากาศ หรือที่เรียกว่า AR5 ให้กับเชียงราย ตอนนั้นไม่มีใครอยากคุยเรื่องนี้ด้วยเลย แม้แต่นายกเทศมนตรีเองก็ไม่คุยด้วย แต่วันนี้เชียงรายและอีกหลายเมืองยืนยันตรงกันว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงจริง โครงสร้างภูมิอากาศเปลี่ยนไปแล้วอย่างที่เราเห็นกัน เครื่องมือทางสถิติและแบบจำลองเดิมที่เราเรียนกันมา 20 ปี อย่างตารางน้ำท่วมรอบ 100 ปี ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อีก 20 ปีข้างหน้า เมืองที่อยู่ริมชายฝั่งและเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำจำเป็นต้องคิดเชิงระบบว่าจะจัดการกับน้ำมากน้ำน้อยอย่างไร ด้วยค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ภายใน 10 ปีข้างหน้าเราจะเจอกระบวนการที่โครงสร้างประชากรลดลง ในกรณีที่ดีที่สุด เรายังพอรักษาคุณภาพชีวิตของเราไว้ได้ แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คุณภาพชีวิตของพวกเราจะถูกกระทบจากโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างสิ้นเชิง ผมจึงอยากขอให้ผู้นำเมืองทุกคนพิจารณาทั้งกรณีที่ดีที่สุดและกรณีที่เลวร้ายที่สุดไว้ด้วย เพราะผมเองก็ฝากชีวิตไว้กับเทศบาลนครเชียงใหม่เช่นกัน ผมหนีไปอยู่ที่ไหนไม่ได้เหมือนกัน
จากงานที่ทำมาทั้งหมด ผมสรุปได้ว่าปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาเมืองอยู่ที่ผู้นำ แต่ต้องไม่ใช่ผู้นำธรรมดา ต้องเป็นผู้นำที่มีกลไกในการพัฒนาพื้นที่จริงๆ ผู้นำที่ทำงานคนเดียวคือทรราช ใช้แต่อำนาจเป็นหลัก ส่วนผู้นำที่ฉลาดคือผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองทุกอย่าง แต่ส่งเสริมให้ประชาชนได้ลงมือทำ เพราะเมืองไม่ใช่เมืองของนายกเทศมนตรี แต่เป็นเมืองของประชาชน วันนี้เราอยู่ในยุคที่ผมเรียกว่ายุคแห่งการทดสอบ หรือถ้าจะพูดในแบบคริสต์ศาสนาก็คงเรียกได้ว่าเป็นยุคของวันพิพากษา
เมื่อประมาณปีที่แล้ว เราเคยทำงานชิ้นหนึ่งที่ยังใช้ได้อยู่จนถึงวันนี้ นั่นคือการสรุปสัญญาณสำคัญของการพัฒนาเมืองไว้ 6 ด้าน ด้านแรกคือสิ่งแวดล้อม ด้านที่สองคือเทคโนโลยี ด้านที่สามคือความมั่นคง ด้านที่สี่คือระบบการเงินและเศรษฐกิจ ด้านที่ห้าคือโครงสร้างพื้นฐาน และด้านที่หกคือโครงสร้างระดับจุลชีพ เมื่อก่อนโครงสร้างเหล่านี้แยกกันชัดเจน แต่วันนี้ทุกด้านเชื่อมโยงกันหมด และเรายืนยันว่าความมั่นคงของเมืองในวันนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเรียกว่า Digital State ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหรือดีที่สุดก็ตาม เรายังต้องรักษาความเป็น Digital State นี้ไว้ให้ได้ ย้อนไปตอนกรุงศรีอยุธยาแตก คำถามคือเราเป็น Digital State หรือเราเป็น City State พระเจ้าตากเองก็ต้องยกทัพไปตีเมืองจันทบุรีคืน เพราะจันทบุรีในเวลานั้นปกครองตัวเองอยู่โดยนายกของตัวเอง เวลาที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤต คนที่ปกครองพื้นที่จริงๆ มาตลอดหลายร้อยหลายพันปีคือนายกเทศมนตรีนั่นเอง
กลับมาที่เรื่องของการเรียนรู้ เราไม่ได้ทำเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้เพราะยูเนสโกบอกให้ทำ แต่เราเห็นด้วยและเห็นต่างในเวลาเดียวกัน แล้วตั้งคำถามกลับไปว่า ถ้าเรามีโอกาสเรียนรู้สักครั้งหนึ่ง เราจะเรียนรู้เรื่องอะไร วันนี้ทุกคนกระโดดเข้าโรงเรียนกันไปเลย โดยไม่เคยถามคำถามนี้ก่อนสักครั้ง ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลที่คนเรียนรู้มีอยู่สามแบบ แบบแรกเรียนแล้วทำให้รวยขึ้น แบบที่สองเรียนแล้วทำให้สถานะทางสังคมดีขึ้น แบบที่สามเรียนแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่คำถามที่ยากกว่านั้นคือใครควรเป็นคนกำหนดนโยบายการเรียนรู้ในอนาคต ผมเชื่อว่าไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการเพียงลำพัง สุดท้ายแล้วผู้กำหนดนโยบายการเรียนรู้ต้องกลับมาที่ชุมชนนั้นๆ โดยมีหัวหน้าชุมชนที่ถูกเลือกตั้งขึ้นมาคือนายกเทศมนตรี ส่วนมหาวิทยาลัยก็มีบทบาทสำคัญมากในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเรียนรู้ร่วมกับเมือง
ปัญหาสำคัญของโครงสร้างระบบการศึกษาไทยคือ เราแยกระบบการศึกษาออกจากการพัฒนาเมืองมานาน ทั้งที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งเกิดขึ้นจากภาษีของเทศบาลนั้นๆ เอง แต่ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยในฉะเชิงเทรากลับได้รับงบประมาณจากส่วนกลางแทน ถ้าเราไม่มีโอกาสมานั่งคุยกันแบบนี้ เราก็คงไม่รู้จักกันว่านายกเทศมนตรีของเมืองเป็นใคร โครงสร้างของระบบการศึกษาจึงจำเป็นต้องยึดโยงกับความเป็นเจ้าของท้องถิ่นให้ได้ รากของปัญหาหลายส่วนเกิดจากการเรียนรู้ที่ไม่ถูกยึดโยงกับคนในเมืองเอง หลายเมืองที่ทำงานร่วมกับเราตัดสินใจแล้วว่าจะผลักดันการเรียนรู้เพื่อพาคนในชุมชนเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นี่จึงเป็นการบ้านข้อแรกที่ผมอยากฝากไว้ นั่นคือคำถามที่ว่าเราจะเรียนรู้เรื่องอะไรกันแน่ ผมยังไม่มีคำตอบให้ในวันนี้ แต่อยากตั้งคำถามนี้ทิ้งไว้ก่อน และอยากบอกว่าองค์ความรู้บางเรื่องที่คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจแล้วในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สะท้อนว่าเราส่งต่อการเรียนรู้ข้ามรุ่นกันไม่สำเร็จต่างหาก
คำถามที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ใครคือคนในเมือง คนในเมืองประกอบด้วยคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งและคนที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง วันนี้ทุกเมืองมีสัดส่วนผู้สูงวัยเกิน 30% ไปแล้ว เราต้องรู้ด้วยว่าคนรายได้ต่ำกว่าห้าพันบาท ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท ต่ำกว่าสองหมื่นบาท หรือมากกว่าห้าหมื่นบาท อาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง ทุกเมืองที่ทำงานร่วมกับเราต้องเปิดข้อมูลระดับครัวเรือนออกมาให้หมด นอกจากนี้คนในเมืองยังแบ่งได้อีกเป็นคนที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามทะเบียน คนที่เป็นประชากรแฝง และคนที่เป็นนักท่องเที่ยว อย่างลำพูนมีชุมชนที่ขึ้นทะเบียนอยู่ 17 แห่ง ถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับหลายเมือง นี่คือการบ้านของพวกเราทุกคนในห้องนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของบพท. เพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อข้อมูลและความรู้ถูกปลดปล่อยออกมา จะเกิดพลังมหาศาล เราทำงานบนข้อมูลและหลักฐานเสมอ ไม่ว่าจะใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบไหนก็ตาม ความสามารถของเมืองในการทำความเข้าใจคนของตัวเองคือความสำคัญอันดับหนึ่งของงานบพท. ถ้าทำได้ครบทุกครัวเรือนโดยไม่ต้องรอสถิติแห่งชาติ เพราะเป็นหน้าที่ของเราเอง ลำพูนทำสำเร็จมาแล้ว สุราษฎร์ธานีก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน
พอรู้แล้วว่าคนในเมืองคือใคร คำถามต่อไปคือแต่ละเมืองควรเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง อย่างฉะเชิงเทรา นักศึกษาใหม่หรือคนฉะเชิงเทราควรรู้เรื่องอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่รวมถึงสิ่งที่เขาอยากรู้และสิ่งที่เราอยากให้เขารู้ด้วย จากงานที่เราทำมา มีอยู่สองเรื่องหลักที่จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นคลังความรู้ เพื่อส่งต่อในโรงเรียนหรือในพิพิธภัณฑ์ต่อไป และผมอยากฝากให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นหัวใจหลักของกระบวนการนี้ ถ้ามหาวิทยาลัยไหนพร้อมเปิดหลักสูตร ผมยินดีลงไปช่วย นี่อาจเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีวิชาการศึกษาท้องถิ่นแบบนี้เกิดขึ้นจริง ทุกเมืองจำเป็นต้องมีการศึกษาท้องถิ่นของตัวเอง และมหาวิทยาลัยในพื้นที่จำเป็นต้องลงไปช่วยเมืองมากกว่าแค่เรื่องถนนหนทางน้ำไฟ อย่างสุราษฎร์ธานีต้องรู้จักตัวเองมากกว่าที่ผมซึ่งเป็นคนเชียงใหม่จะรู้จักสุราษฎร์ธานี การสร้างอัตลักษณ์หรือแบรนด์ของเมืองจึงสำคัญมาก เพราะต้องอาศัยความเข้าใจประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน และอนาคตของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความเข้าใจผู้คนและองค์ประกอบของชุมชนด้วย งานวิจัยด้านนี้ยากมากและยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนจริงจัง แต่ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เพื่อให้เราเข้าใจอดีต เข้าใจปัจจุบัน และออกแบบอนาคตได้บนฐานข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนจบ ผมอยากให้พวกเราเห็นภาพหนึ่งที่สำคัญมาก คือภาพที่รวมข้อมูลแสงไฟยามค่ำคืนเข้ากับข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์หลายตัว เพื่อบอกว่าศักยภาพของแต่ละเมืองอยู่ตรงไหน แสงไฟมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดโดยตรง บพท. ใช้ข้อมูลนี้ช่วยคำนวณว่า GDPของสุราษฎร์ธานีคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทั้งประเทศ ทำให้เราเห็นว่าเศรษฐกิจของลำพูนแตกต่างจากเศรษฐกิจของสุราษฎร์ธานีอย่างไร โดยไม่ต้องแข่งกันเปิดไฟที่บ้าน โมเดลนี้ใช้ข้อมูลจากแสงไฟ ข้อมูลขยะ ข้อมูลสายไฟ และข้อมูล GDP ของประเทศ มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้เห็นสัดส่วนของตัวเองชัดเจนขึ้น อย่างปัญหาของลำพูนคือ งบประมาณที่ได้รับไม่สัมพันธ์กับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านแสงไฟเลย ถ้าเราโชคดี เราจะหาตำแหน่งของเราเจอในเวทีโลก แบบที่สหรัฐอเมริกาเปรียบตัวเองเป็นนกอินทรี จีนเปรียบตัวเองเป็นมังกร ส่วนเราคือใคร ผมเองก็ยังนึกภาพชัดๆ ไม่ออกเหมือนกัน แต่ถ้าเราทำงานร่วมกัน เราจะช่วยกันมองเห็นตำแหน่งของเราได้แน่นอน
โดยสรุป การเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศและของเมือง เราไม่ควรมองการเรียนรู้แค่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง หรือความเข้าใจเรื่องการพัฒนาถนนหนทางน้ำไฟ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของเมือง ที่ส่งมอบสินค้าบริการ และคุณภาพชีวิตให้กับทั้งคนในเมืองและคนนอกเมืองที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว เด็กชั้นประถมหนึ่ง หรือเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้สูง ทุกกลุ่มล้วนต้องการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป การเรียนรู้จึงเป็นทั้งนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในการพัฒนาทุนมนุษย์ในพื้นที่นั้นๆ นี่คือถ้อยคำสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ ขอบคุณมากครับ”




61 mins read