/

“ผมไม่ชอบที่มีโฆษณาหลังรายการมวย ให้ฉีดยาฆ่าหญ้ายี่ห้อนี้ๆ คือออกทีวีเลย ซึ่งมันอันตรายนะ”

Start
130 views
13 mins read

“ผมซึมซับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พอจบม.3 ก็เล่นดนตรีเป็นอาชีพเลย แต่ทำอย่างอื่นด้วย เคยเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรชั้น 3 ที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหม ทำโครงการไม้ย้อมสีของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่มันไม่ใช่เรา ก็ยึดอาชีพนักดนตรีมา 30 กว่าปี ในยุคนั้นยึดเป็นอาชีพได้มั้ย ผมว่าได้นะ เราเอาแค่พอดีๆ รายได้จากเงินพิเศษ จากทิป ก็โอเค ปัจจุบันผมเป็นนักดนตรีประจำร้าน Blue Moon Bar & Restaurant เล่นทุกวันศุกร์ เสาร์ และเล่นตามงานอีเวนต์ อย่างที่ถนนคนเดินเขาใหญ่ (Khaoyai Walking Street) ทุกวันเสาร์ ผมไปร้องเป็นรูปแบบเต็มวง 5 ชิ้น ส่วนวันศุกร์กับวันอาทิตย์ผมเล่นเดี่ยว แล้วก็สลับให้น้องๆ เล่นด้วย ส่วนตัวผมชอบเพลงสากล ทุกยุคเลย แต่เวลาไปเล่นอีเวนต์ เลือกเพลงที่คุ้นหูก่อน มีเพลงสมัยใหม่บ้าง ดูกระแสเมืองด้วย ดูคนดูตรงนั้นด้วย ถ้าวันนี้มีคนมีอายุหน่อยเราก็มีลิสต์ในหัว เราแหย่เพลงยุคเขาไปก่อน ถ้าเขาโอเค เราก็ปล่อยไหล ถ้ามีวัยรุ่นมา เราก็แชร์เพลงให้ครบทุกวัย ตอนที่มาเล่นในงานถนนคนเดินฯ ครั้งแรกปีที่แล้ว ผมไปเล่นคนเดียว คน 2-300 คนที่มาเดิน พอมานั่งฟังแล้วไม่ยอมกลับ ได้ฟีดแบ็กดี ผมก็เล่นมาตลอดจนปีนี้ ผมเน้นความสุข ณ ตรงนั้น เล่นไปดูคนดูไปด้วย คนฟังมีความสุขมั้ย นักดนตรีที่เล่นระดับโรงแรมมาเล่นแต่คนนั่งเงียบก็มี คือถ้าคุณเล่นเก่ง แต่คุณไม่คุยกับลูกค้าเลย ไม่เอนเตอร์เทน มันก็ไม่มีเสียงปรบมือ จริงๆ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ถ้าทำอารมณ์ให้ดี ทุกอย่างจะดีหมดเลยนะ หัวเราะบ่อยๆ ยิ้มเก่งๆ ถ้าเราขุ่นมัว อะไรก็ไม่ดี ส่งผลถึงผลงานที่ออกมา

เมื่อก่อนผมเล่นดนตรีทุกวัน แต่เลือกที่เดียว เล่นตอนหัวค่ำ แล้วเข้าบ้าน เพราะว่าด้านสุขภาพด้วย คือเคยลองเล่นวันนึงหลายที่ แล้วเสียงไม่มี เราก็รู้ตัวเอง ผมไม่ดื่มด้วย ทุกวันนี้ผมก็ไม่ดื่มนะ คือผมมีปัญหา เวลาดื่มแล้วหายใจไม่สะดวก ร้องเพลงออกมาไม่ดี ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรักษาคุณภาพการร้องเพลง ยึดเป็นอาชีพมาตลอด และผมซ่อมเครื่องดนตรีด้วย ส่วนใหญ่ซ่อมกีตาร์ แล้วก็เคยแต่งเพลงถวายพ่อหลวงตอนในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต นำเพลงไปให้เด็กๆ ร่วมกันร้องถวายพ่อหลวงที่สวนสาธารณะเขาแคน แต่ถ้าถามว่าอยากออกอัลบั้มมั้ย ผมเป็นคนแปลกตรงไม่อยากไปผูกมัดกับค่ายเพลง ไม่ชอบระบบ ซึ่งเรามองความพอดี อยู่แบบพอดีๆ ก็อยู่ได้ ตรงนั้นความใฝ่ฝัน หลายๆ คนผมเห็นความแก่งแย่ง ตะเกียกตะกายไปให้ถึงจุดสูงสุด ซึ่งเพื่อนผมก็เป็นศิลปินหลายคน ผมรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา ผมมองแล้วชีวิตมันไม่ราบเรียบ เรื่องเยอะ กลายเป็นเหมือนเล่นดนตรีไม่มีความสุข

นิยามความสุขในส่วนตัวของผม เหมือนคำพ่อหลวง คืออยู่แบบพอเพียง ผมใช้ชีวิตแบบสบายๆ เรียบๆ ไม่หวือหวา มีความสุขกับการได้เล่นดนตรีให้คนฟัง อย่างช่วงโควิดที่อาชีพอิสระไม่มีงาน มีศูนย์ช่วยจากรัฐบาลแต่ก็แค่ระยะหนึ่ง บางคนก็หาทางออก ขับแกร็บ บางคนไปค้าขาย เขาก็อยู่ได้นะ อยู่ที่ตัวบุคคลด้วย บางคนพอไม่มีงานก็นอนอย่างเดียว มันก็ไม่ถูกต้อง คุณต้องทำอย่างอื่นให้เป็น อย่างผมซ่อมกีตาร์ ก็อยู่ได้นะ มีงานเข้ามาทุกอาทิตย์ ค้าขายด้วย คือต้องพลิกแพลงตัวเองให้เป็น บางคนปลูกผัก วิ่งขายตามหมู่บ้าน ก็ขายได้ ที่บ้านผมก็ปลูกผักกินเอง เน้นปลอดภัย ผมเรียนจบด้านเกษตร คุณพ่อทำงานเป็นพนักงานขับรถที่วิทยาลัยเกษตร ที่สีคิ้ว ผมก็เห็นอะไรมาเยอะตั้งแต่ 8-9 ขวบ ที่มีการปลูกพืชแปลกๆ ดอกเยอบีรา สตรอเบอรี่ จริงๆ การทำเกษตรดั้งเดิมก็คือเกษตรอินทรีย์ เพียงแต่ว่าถ้าจะเอาผลผลิตก็ต้องใส่ปุ๋ย ชาวบ้านถูกบริษัทพืชส่งเสริมไปทดลองว่าจะได้ผลผลิตเร็ว เขาไม่รู้ว่าหว่านไปในนาก็เจอต้นหญ้าชนิดนึง ผมชอบสังเกตไง มันเหมือนกันทุกแปลง ผมเลยเอะใจว่าไอ้ปุ๋ยที่คุณหว่านมันมีเม็ดหญ้าชนิดนี้อยู่ด้วยมั้ย ชาวบ้านไม่รู้ ซื้อปุ๋ยมาหว่าน เพราะอยากได้ผลผลิต ซึ่งเลยได้หญ้าด้วย ก็ต้องซื้อยาฆ่าหญ้า เป็นวงจรไป แล้วผมไม่ชอบที่มีโฆษณาหลังรายการมวย ให้ฉีดยาคุมยี่ห้อนี้ๆ คือออกทีวีเลย ซึ่งมันอันตรายนะ

แต่ด้วยความที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตร การปลูกเองไม่ได้ยากเย็น ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาฆ่าแมลง ผมก็ทำปุ๋ยเอง มีน้ำหมัก เอาผลไม้ เปลือกไข่ ขี้เถ้าก็ใช้ได้ เอาไปแช่น้ำคืนนึง ผสมดิน เอาไปราด ช่วยปรับสภาพดินได้เหมือนกัน คือต้องช่างสังเกต แต่ว่าเราปลูกกินเอง ก็ปล่อยแบบธรรมชาติ ให้น้ำให้ปุ๋ย เชื่อเหอะ มันโตดีกว่าที่เราดูแลเพื่อหวังผลผลิต”

กิตติภูมิ เฉลียวไว
นักดนตรี

กองบรรณาธิการ

ในปีพ.ศ.2563-2564 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยเพื่อพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) โดยเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วทั้งหมด 18 เมือง 20 ชุดโครงการ และ 41 ชุดโครงการย่อย